ยกฟ้อง2อดีตการ์ด”นปช.” ยิงเอ็ม79ถล่ม”กปปส.”

ฎีกายืนยกฟ้อง 2 อดีตการ์ด นปช. ยิงเอ็ม79 ถล่มใส่ กปปส. แยกเสาวนีย์ ชี้พยานหลักฐานอ่อน เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก  ศาลนัดแจ้งผลคำพิพากษาศาลฎีกาให้อัยการโจทก์ทราบคดีพยายามฆ่าผู้อื่น หมายเลขดำ อ.4334/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายณรงค์ศักดิ์ หรือตุ้ย พลายอร่าม อายุ 32 ปี และนายพีรพงษ์ หรือ ธานินทร์  สินธุสนธิชาติ อายุ 43 ปี

อดีตการ์ดแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันเป็นจำเลย ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ กรณีเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2557 เวลากลางวันจำเลยกับพวก ร่วมกันใช้เครื่องยิงระเบิดแบบเอ็ม 79 และเครื่องกระสุน ยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.บริเวณสี่แยกเสาวนีย์ ถนนสวรรคโลก ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์เสียหายหลายคัน โดยจำเลยให้การปฏิเสธ ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 43 ปี 4 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยระหว่างฎีกา โดยอัยการโจทก์ได้ยื่นฎีกา โดยวันนี้อัยการโจทก์เดินทางมาศาล ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้เบิกตัวมาศาล  เนื่องจากจำเลยทั้งสองถูกแยกคุมขังในคดีอื่นที่เรือนจำกลางสระบุรีและจังหวัดอื่นในเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลได้ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟังแล้วเมื่อเดือน ม.ค. และ ก.พ. ที่ผ่านมา
 
ทั้งนี้ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ที่โจทก์ยื่นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องนั้น โจทก์มีเพียงพนักงานสอบสวนเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และนำไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 ให้การว่ารู้จักกับจำเลยที่ 2 มา 2-3 ปี เนื่องจากมีแนวคิดทางการเมืองเป็นคนเสื้อแดงเหมือนกัน วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 โทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 1 ให้ไปรับเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ศาลเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต โจทก์จะต้องนำสืบความจริงโดยปราศจากข้อสงสัย แต่จากการนำสืบได้ความว่า  จำเลยที่ 1 รับสารภาพในชั้นสอบสวน ถึงแม้จะมีน้ำหนักรับฟังพยานได้ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนจะต้องมีเหตุผลหนักแน่นน่ารับฟังโดยปราศจากข้อสงสัย แต่ก็ยังพบว่าบันทึกคำให้การข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 มีความขัดแย้งกัน ทั้งที่เบิกความห่างกันไม่เกิน 7 วัน แต่จำเลยที่ 1 กลับให้การแตกต่างกัน อีกทั้งที่จำเลยที่ 1 ให้การว่ามีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ซึ่งตรงนี้โจทก์สามารถตรวจสอบได้จากบริษัทผู้ให้บริการ แต่โจทก์ไม่กระทำ ทั้งที่จะเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะนำมาประกอบคำรับสารภาพให้มีน้ำหนักได้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews